หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังเป็นระยะเวลานานโดยปราศจากการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล(Personal Protective Equipment: PPE) โดยเฉพาะอุปกรณ์ป้องกันหู อยากจะชวนให้มารีบอ่านบทความนี้ เพราะคุณอาจจะกำลังตกอยู่ในอันตรายและมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาประสาทหูเสื่อมได้ในอนาคต ว่าแต่ทำไมเสียงดังจึงเป็นอันตราย และอุตสาหกรรมไหนบ้างที่มีความเสี่ยงนี้ ตามมาอ่านกันเลย
อันตรายจากเสียงดังเกินมาตรฐาน
ปกติทั่วไปแล้ว หูของคนเราสามารถรับฟังเสียงได้ตั้งแต่ความถี่ 20 เฮิร์ตซ์ ถึง 20,000 เฮิร์ตซ์ ซึ่งระดับความถี่และความดังของเสียง มีผลเป็นอย่างมากกับการทำงานของระบบประสาทหู เพราะหูสามารถรับฟังเสียงได้ในขอบเขตจำกัด หากดังเกินไป ก็จะเกิดอันตรายต่อหู โดยองค์กรอนามัยโลกได้กำหนดว่า เสียงที่เป็นอันตราย หมายถึงเสียงที่ดังเกิน 85 เดซิเบลที่ทุกความถี่ ซึ่งส่วนใหญ่พบว่าโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก มีระดับเสียงที่ดังเกินมากกว่า 85 เดซิเบล ส่งผลให้เป็นอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติงาน เนื่องจากการฟังเสียงที่ดังมากเกินไปเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้เซลล์ประสาทหูเสื่อม จนนำมาสู่สภาวะสูญเสียการได้ยินได้
5 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ควรใช้ที่ครอบหูเพื่อลดเสียงดัง
- อุตสาหกรรมโลหะ เช่น โรงหลอมเหล็ก โรงรีดแผ่นเหล็ก
- อุตสาหกรรมงานไม้ เช่น งานเลื่อยไม้ สับไม้
- อุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเครื่องจักรที่ใช้ทอ หรือเครื่องปั่นด้าย
- อุตสาหกรรมการบิน โดยเฉพาะตำแหน่ง Aircraft Marshaller หรือพนักงานรับส่งอากาศยาน ที่ต้องเผชิญกับความดังของเสียงเครื่องบิน
- อุตสาหกรรมยางและพลาสติก เช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ หรืออุตสาหกรรมที่มีการใช้ระบบหม้อน้ำ Turbine

ระดับเสียงแค่ไหนที่ปลอดภัย
สำหรับระดับเสียงที่ถูกกำหนดโดยมาตรฐานสากล มีการกำหนดขอบเขตความดังของเสียงดังนี้
- ไม่เกิน 85 เดซิเบล สำหรับผู้ปฏิบัติงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน
- ไม่เกิน 90 เดซิเบล เมื่อทำงาน 4 ชั่วโมงต่อวัน
สำหรับมาตรฐานของประเทศไทยที่มีกำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดดังนี้
- ไม่เกิน 80 เดซิเบล หากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง
- ไม่เกิน 90 เดซิเบล หากทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง
- ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีระดับเสียงเกิน 140 เดซิเบลไม่ได้
วิธีป้องกันอันตรายและลดความเสี่ยงจากเสียงดังขณะปฏิบัติงาน
ในความเป็นจริงแล้ว การหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดัง หรืออยู่ให้ไกลจากแหล่งกำเนิดเสียง นับว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่หากมีความจำเป็นต้องทำงานและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรมีวิธีป้องกันดังต่อไปนี้
- ควบคุมแหล่งกำเนิดเสียง เช่น การเลือกใช้อุปกรณ์หรือการแทนที่เครื่องจักรมีที่ประสิทธิภาพการทำงานที่เงียบกว่าเดิม หรือหาวัสดุดูดซับเสียงมาติดตั้งเพื่อลดความดังเสียง
- เพิ่มระยะห่างระหว่างเครื่องจักรที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียงและผู้รับเสียง ระยะห่างที่เพิ่มขึ้น จะช่วยลดความดังเสียงลงได้
- สวมอุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน เช่น ที่อุดหูหรือที่ครอบหู เพราะอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยลดระดับความดังเสียงลงได้ตั้งแต่ 15-30 เดซิเบลเลยทีเดียว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว โรงงานอุตสาหกรรมและนายจ้าง จะเป็นฝ่ายจัดหาให้ลูกจ้าง

เลือกอุปกรณ์ป้องกันหูอย่างไรให้เหมาะสม
อุปกรณ์ป้องกันหูสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
- ที่ครอบหู (Ear Muff)
เป็นอุปกรณ์ป้องกันเสียงดังที่มีขนาดใหญ่ ครอบได้ทั้งใบหู ทำมาจากวัสดุประเภทพลาสติกและโลหะ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องทำงานในสิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดังเป็นระยะเวลายาวนาน สามารถลดความดังเสียงได้ตั้งแต่ 30-40 เดซิเบล และเสียงที่ความถี่สูงกว่า 400 เฮิร์ตซ์ได้ดี - ที่อุดหู (Ear Plug)
เป็นอุปกรณ์ป้องกันเสียงแบบสอดเข้าไปในรูหู ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากราคาไม่สูง สะดวกต่อการพกพา ทำมาจากวัสดุหลายประเภท ทั้ง โฟม ซิลิโคน ยาง หรือพลาสติก ซึ่งจะให้ความสบายในการสวมใส่และความคงทนต่างกัน โดยที่อุดหูจะสามารถลดความดังเสียงได้ประมาณ 20-30 เดซิเบล
การเลือกอุปกรณ์ป้องกันหูจึงจำเป็นจำต้องประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงของระดับเสียงในการทำงานของแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อเลือกอุปกรณ์สำหรับช่วยลดระดับเสียงให้ลงมาอยู่ในมาตรฐานความดังของเสียงระหว่างการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม เป็นการลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ปฏิบัติงานนั่นเอง